2006/Apr/17



เช้าวันที่ท้องฟ้าเปิดเฉิดฉายแสงอาทิตย์
แลเห็นปราสาทสีเทาสูงเสียดเมฆ ตั้งตระหง่านบนยอดเขาทางทิศตะวันออก
ชายหนุ่มที่ตื่นพร้อมแสงแดด ยืนอยู่ในสวนใต้งอบใบเก่าซอมซ่อ เอื้อมเก็บผลไม้จากปลายกิ่ง แต่สายตากลับมองไปที่ปราสาทอิฐสีเทานั้น เขาจะจ้องมันอยู่อย่างนั้นราวห้าวินาทีเศษๆ คล้ายมีประกายความหวังฝังอยู่ในดวงตาสองข้างทุกครั้งที่ได้มองมัน

คำ คือชื่อของชายหนุ่ม เขาเกิด และโตในชนบท ครอบครัวของเขามีอาชีพเป็นชาวสวน พ่อตายตั้งแต่เขายังด็็ก แม่ของเขาไม่เคยเล่าเรื่องพ่อให้้ฟัง ตอนนี้แม่ก็แก่ชรามากแล้ว เขาเคยคิดจะหนีไปหางานในเมือง แต่ความคิดมักไปจบลงที่ใบหน้าที่สูงอายุของแม่ทุกครั้งไป เขาจึงคิดว่าจะดูแลแม่จนกว่าเธอจะสิ้นลม และค่อยเดิมตามทางฝันของตัวเอง

แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ คำ คาดหวังไว้ เพราะเกิดสงครามระหว่างเมื่องปราสาทสีเทากับเมืองทางเหนือ ด้วยเหตุผลที่(แสนจะน้ำเน่า-คำ คิดอย่างนั้น)ว่า เจ้าชายจากเมืองปราสาทสีเทารักกับเจ้าหญิงเมืองทางเหนือ แต่พระราชาเมืองนั้นไม่เห็นด้วย และกีดกันความรักของทั้งสองทุกวิถีทาง ทั้งที่เมืองทั้งสองต่างเป็นเมืองการค้าซึ่งกันและกัน พระราชาเมืองปราสาทสีเทาเคยไปสู่ขอเจ้าหญิง พร้อมเครื่องราชบรรณาการมากมาย แต่กลับถูกปฏิเสธ เพราะเหตุผลว่ายังอยากดูใจของฝ่ายชายอีกสักพัก

พระราชาเมืองปราสาทสีเทาด้วยความเสียหน้า และเห็นลูกชายของตนทุกข์ใจ จึงสั่งรณรงค์ให้มีการแบนสินค้าจากเมืองทางเหนือ จนนำไปสู่การตัดความสัมพันธ์ทางการค้าแบบถาวร ในบางโรงเรียนมีการส่งตัวนักเรียนแลกเปลี่ยนกลับ และประชาชนหัวรุ่นแรงบางกลุ่ม ถึงกับเผาสถาณทูตของเมืองทางเหนือ!

แทนที่พระราชาเมืองปราสาทสีเทา จะส่งสารแสดงความเสียใจ หรือยอมรับในสิ่งที่ตนทำ แต่เขากลับเพิกเฉย และปล่อยปละจนเรื่องราวบานปลาย สงครามจึงเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และพระราชาที่ถอนตัวไมได้แล้วเช่นกัน จึงสั่งให้เจ้าชายนำกองทัพไปโจมตีเมืองทางเหนือ และชิงตัวเจ้าหญิงมาให้ได้

แต่อะไรๆก็มักไม่เป็นอย่างที่คาดไว้เสมอ กองทัพของเจ้าชายกลับถูกโจมตีจนย่อยยับ ทหารที่ยกองทัพไปนับหมื่น เหลือเพียงไม่กี่พันนายที่รอดชีวิต เจ้าชายบาดเจ็บสาหัส และไม่สามารถพากองทัพกลับมาได้ ทั้งเสบียง ม้าศึก และกำลังใจ ต่างหายไปจนหมดสิ้น คล้ายแมลงที่ติดบ่วงเงื่อนธรรมชาติของแมงมุม เจ้าชาย และทหารจึงถูกจับเป็นเชลยศึกอย่างง่ายดาย

เมื่อพระราชาได้ทราบข่าว เขากลับยังไม่ยอมแพ้ และสั่งให้เกณฑ์ชายหนุ่มในเมืองทุกคนเข้าร่วมรบอีกครั้ง

เช้าวันหนึ่งในแถบชนบททางตะวันตก เสียงของลำโพงยอดปราสาทดังขึ้น "ฮัลโหล เทส เทส"

คำ ยังยืนอยู่ใต้งอบใบเก่า เอื้อมเก็บผลไม้จากปลายกิ่ง แม่ของเขานั่งอยู่ที่ระเบียง พร้อมหนังสือพิมพ์ในมือ(หน้าหนึ่งพาดหัวเรื่อง เจ้าชายถูกจับเป็นเชลยศึก) และทั้งสองตั้งใจฟังอย่างสงัดเงียบ

"ภายในวันพรุ่งนี้ก่อนไก่ขัน ขอให้ชายหนุ่มทั่วทุกหัวระแหง มารวมตัวกันที่ปราสาสีีเทา จะมีการเกณฑ์กำลังสำรองเพื่อไปช่วยพาตัวเจ้าชายกลับมา และกอบกู้ชัยชนะกลับสู่บ้านเมือง หากผู้ใดหลบหนี หรือไม่เข้าร่วมกับกองทัพ จะมีโทษถึงประหาร จากสำนักราชวัง ปราสาทสีเทา" สิ้นเสียงจากลำโพง สายลมพัดผ่านนำความเงียบเลาะไล่ตามกิ่งใบไม้ในสวน

เสียงประกาศยังคงสะท้อนอยู่ทั่วหุบเขา คำ ยืนนิ่งสิบวินาทีครึ่ง และรู้สึกเหมือนใจหล่นหายลงไปลึกเกินกว่าจะฉุดกลับ เขาหันมองไปที่แม่ เธอกำลังพับเก็บหนังสือพิมพ์ และถอนหายใจเอื่อยๆ ก่อนเดินเข้าบ้านไป

คืนนั้น ขณะที่ คำ กำลังจัดข้าวของลงกระเป๋า แม่ของเขาเดินเข้ามา นั่งลงบนเตียงช้าๆ เธอมองหน้าลูกชาย และเริ่มเล่าเรื่องของพ่อให้เขาฟังว่า ตอนที่ คำ ยังเด็ก พ่อของเขาก็ถูกเกณฑ์ไปเช่นกัน แต่ต้องตายในสนามรบ

"กลับมาหาแม่นะ" เธอบอกลูกทั้งน้ำตา คำ โอบกอดแม่ น้ำตาของทั้งคู่หล่นคนละหนึ่งหยดลงสู่พิ้น

ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น คำ เดินมุ่งสู่ปราสาทสีเทาทางทิศตะวันออก เขามองมันอย่างปราศจากประกายความหวังเหมือนก่อน และรู้สึกเพียงแค่อยากให้มันหายไปในกระพริบตาหนึ่งครั้ง ก็เท่านั้น

ไม่กี่วันจากนั้น กองทัพที่จัดขึ้นก็เดินทางออกจากปราสาทสีเทา เสียงกลอง แตรศึก และคำประกาศของพระราชาฟังปลุกใจให้ฮึกเหิม บางคนก้าวเท้าอย่างภูมิใจ และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของผู้นำ แต่ คำ กลับรู้สึกกลัวไปกับคำชักจูงไร้สติของ พระราชา เขาคิดขณะเดินเท้าแบกเกราะสีเทา ที่แสงแดดจับสะท้อนวาววับ เขาหยิบผลไม้ที่แม่ให้ไว้ขึ้นมา กัดหนึ่งคำ พร้อมขมวดคิ้วเป็นปม

วันที่หนึ่ง

วันที่สอง

และขึ้นสู่วันที่สามในการเดินเท้า กองทัพทหารสีเทาก็มาถึงลานดินกว้างสุดลูกหูบลูกตา ไอแดดระอุเป็นคลื่นร้อนไกลห่าง ราวกับไร้ซึ่งสรรพเสียงของสิ่งมีชีวิตใดๆ แต่ที่ปลายขอบระหว่างฟ้ากับผืนดิน ปรากฏกลุ่มก้อนสีดำทะมึน เสียงกลองตามจังหวะก้าวสาวเท้าดังครึกโครม กองทัพของเมืองทางเหนือมาถึงแล้ว

กองทัพของทั้งสองตั้งแถวเผชิญหน้ากันห่างหลายสิบเมตร หากแต่เห็นได้ชัดว่า กองทัพของเมืองปราสาทสีเทาล้วนดูอ่อนแอปวกเปียก คล้ายสั่นเทาด้วยไม่กล้า แต่หน้าตากลับปั้นแต่งให้ถมึงทึง มีทั้งคนแก่ดูไม่แข็งแรง และเด็กในชุดเกราะหลวมโคลง

พระราชาเมืองทางเหนือในเกราะสีดำ บนหลังมาสีดำเดียวกัน เห็นดังนั้น จึงเอ่ยถามกองทัพของเมืองปราสาทสีเทาว่า "ทำไมจึงเลือกมาการศึกเช่นนี้ ทั้งที่รู้ว่าตนต้องแพ้กลับไปอีก"

บางคนจึงตะโกนตอบด้วยอวดโอ้ว่า เพราะแสดงความแข็งแกร่งของเมืองปราสาทสีเทา ไม่ก็เพื่อพลังความสามัคคี ไม่ก็เพื่อความสัตย์ต่อพระราชาของตน แต่ คำ กลับคิดต่างออกไปจากเสียงตะโกนโห่ร้องเหล่านั้นสิ้นเชิง

พระราชาเมืองทางเหนือ หัวเราะร่วน ก่อนจะหยุดคิดไปสองลมหายใจ เขาหันกลับไปสั่งทหารให้นำชายสองคนออกมา คนหนึ่งคือทหารธรรมดาที่ถูกจับเป็นเชลยศึก และอีกคนคือเจ้าชายเมืองปราสาทสีเทานั่นเอง

เมื่อกองทัพสีเทามองเห็นเจ้าชายถูกจับด้วยกุญแจมือสีดำสนิท ก็โห่ร้องไม่พอใจยกใหญ่

พระราชาเมืองทางเหนือจึงเอ่ยถามอีกว่า "ข้าจะให้ทหารคนนี้เป็นตัวแทนของทหารอีกนับพันนาย แต่เจ้าชายคนนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของชีวิตอื่นใด นอกจากตัวเขาเอง พวกเจ้าจะเลือกใคร" เขาชักปลายดาบ และชูขึ้นฟ้า "ส่วนคนที่เจ้าไม่เลือก ข้าจะปริดชีพเขาตรงนี้ เพื่อให้พระราชาของเจ้ารับรู้บ้างถึงสิ่งที่เขาก่อ! หรือหากพวกเจ้ากล้าพอที่จะช่วงชิงสิ่งใดจากข้านี้ ก็จงบุกเข้ามาดั่งใจนึก!"

และอีกครั้งที่ความเงียบทำหน้าที่ของมันได้ดี คำ นึกถึงทหารหลายคนที่เป็นเพื่อนกับเขา ซึ่งตอนนี้อาจถูกจับเป็นเชลย หรือแย่กว่านั้นบางคนคงตายบนผืนดินที่เขาเหยียบอยู่ เขานึกถึงหน้าของพ่อตอนที่อยู่ในสนามรบตอนนั้น พ่อก็คงถูกบังคับให้ฟาดฟันดาบ และมุ่งสู่สิ่งที่ตนไม่ได้ก่อเป็นแน่แท้ เช่นเดียวกับตอนนี้ เขานึกถึงแม่ ที่กำัลังสวดภาวนา หวังว่าเขาจะกลับไปอย่างปลอดภัย และเขานึกถึงปราสาทสีเทาบนยอดเขา ที่ซึ่งผู้คนอีกมายมายรอการกลับไปของคนอันเป็นที่รักของตน ทุกคนกลับลืมไปแล้วหรือ การแก้ปัญหาไม่ใช่การใช้กำลัง หรือำนาจไปเสียหมด คำ คิดพลางกำด้ามดาบข้างตัวไว้แน่นขึ้น แน่นขึ้น

เสียงทหารในเกราะสีเทารอบตัว คำ ซุบซิบกันหาทางออก บ้างก็ว่าให้ปล่อยตัวทหารอีกหลายพันนาย แต่ก็กลัวจะถูกประหารที่ทำให้เจ้าชายตาย บ้างก็เห็นเจ้าชายสำคัญมากมายกว่าชีวิตอีกพันคนนั้น บ้างก็ปลุกระดมให้บุกโจมตีศัตรู บ้างก็คิดหนีเสียท่าเดียว แต่ก่อนจะสรุปเป็นคนตอบใดได้ ชายหนุ่ม ไม่สิ ทหารหนุ่มชื่อ คำ ก็ชักดาบจากฝัก และมุ่งสู่กำแพงทหารสีดำตรงหน้า ไม่ละสายตาแม้แต่น้อย

มือยังกำด้ามดาบไว้แน่น ก้าวเท้า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนเขาห่างจากพระราชาเมืิองทางเหนือเพียงไม่กี่สิบก้าว กองทัพด้านหลังได้แต่ยืนมองอย่างงงงัน ความเงียบราวกับถูกบีบอัดให้กลายเป็นจุดสนใจเดียวกัน คำ ซึ่งขณะนี้หยุดเดินในระยะห่างยี่สิบสามเก้าครึ่งจากพระราชาในชุดเกราะดำ เขาวางดาบลงข้างตัว ถอดชุดเกราะออกช้าๆ และทิ้งมันลงที่เดียวกับอาวุธเมื่อครู่

พระราชาลดดาบลงเก็บคืนฝัก เขามองดวงตาของชายหนุ่มตรงหน้า ที่เหลือเพียงชุดเสื้อผ้าธรรมดา "เจ้าเป็นผู้นำของคนเหล่านั้นหรือ" เขาถาม และเคลื่อนตัวลงจากม้า

ชายหนุ่มส่ายหน้า "ข้าเป็นเพียงชาวสวนธรรมดา"

"หากแต่เจ้า" พระราชาลากเสียงยาว

ชายหนุ่มคุกเข่าลง "หากทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เกิดด้วยสาเหตุที่เมืองปราสาทสีเทาเป็นต้นเหตุ" เขาค่อยๆก้มหัวลงจรดสู่พิ้น "ข้าขอรับโทษทัณฑ์แต่เพียงผู้เดียว"

กองทัพจากปราสาทสีเทาพากันโวยวายอย่างไม่พอใจ ที่เห็น คำ ก้มหัวให้ศัตรูอย่างนั้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทำอะไรนอกจาพูด ต่างได้แต่วิจารณ์ไปต่างๆนาๆ

"เจ้าจะขอรับโทษแทนคนอีกหลายหมื่นคนอย่างนั้นหรือ" พระราชาเมืองทางเหนือยืนนิ่ง ก้มมองชายหนุ่มอย่างนั้น "โทษที่เจ้าไม่ได้ก่อ"

ชายหนุ่มไม่เงยแม้ปลายผมที่คลุกฝุ่น "หากเมืองเปรียบเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง" มือสองข้างกดพื้นแนบนิ่ง "และเราทุกคนล้วนเป็นเฟืองขับเคลื่อนหุ่นยนต์นั้น ข้าคงเปรียบไม่ได้กับเฟืองอื่นๆ อย่างทหารจำนวนพันๆนาย เจ้าชาย หรือพระราชาองค์ใด แต่ถ้าเฟืองใดหนึ่งเกิดทำงานผิดพลาด มันก็เหมือนกับเฟืองทุกตัวทำงานผิดเช่นกัน และถ้าข้าเป็นเพียงเฟืองเล็กๆ ที่ถอดออกได้อย่างไม่กระทบกระเทือน และสามารถแลกกับการทำงานของหุ่นยนต์ ที่จะดำรงอยู่ต่อไป ข้าขอยอมเป็นเฟืองที่ถูกถอดนั้น" เขากำมือแน่น "คำ คนนี้ จะขอรับโทษไว้แต่เพียงผู้เดียว"

"ชีวิตทุกชีวิตมีค่าเท่าเทียมกัน เจ้ารู้ไหม" พระราชาเมืองทางเหนือหัวเราะตบท้าย เขาหันหลังให้ คำ และก้าวขึ้นหลังม้า เขาสั่งให้ทหารปลดกุญแจมือของเจ้าชาย และทหารที่ถูกจับเป็นเชลย "จงวิ่งกลับไปสู่อ้อมกอดของอิสระ และจงจำไว้สองสิ่ง"

เด็ก วัยรุ่น คนแก่ ทหาร เจ้าชาย สับสนกับสิ่งที่เกิดขี้นเพียงเจ็ดนาทีกว่าๆ

พระราชาสั่งให้ทหารเมืองทางเหนือทั้งหมด เดินทัพกลับ "จงจำไว้ว่าการให้อภัยสำคัญกว่าสิ่งใด" เขาควบมาจากไป ปากยังคงตะโกนเสียงก้องไปทั้งลานดิน "และจงจำไว้ว่า คำ ขอรับโทษแทนพวกเจ้าทุกคนแล้ว" กองทัพสีดำ ค่อยๆไกลลับไปจากสายตา

เสียงโห่ร้องยินดีดังก้องกังวาล




เรื่องราวในวันนั้น ทำให้พระราชาต้องสละบัลลังค์ และหนีไป ณ ดินแดนไกลแสนไกล ส่วนเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์ (เขาเคยพยายามยกบัลลังค์ให้ คำ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะเขาให้เหตุผลว่า จะกลับไปใช้ชีวิตกับแม่ และเป็นชาวสวนเหมือนเดิม) ทั้งเจ้าชาย ทหาร และกำลังสำรองในเหตุการณ์วันนั้น ต่างก็จำได้ดี

"จงจำไว้สองสิ่ง การให้อภัย และ คำขอโทษ สำคัญกว่าสิ่งใด"







หญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ระเบียง สุดระยะสายตาที่มองได้ไม่ไกลนัก บนถนนทางทิศตะวันออกปรากฎเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง พร้อมเสียงที่คุ้นหู "ขอโทษครับที่ให้รอ ผมกลับมาแล้ว" หญิงชรายิ้มทั้งน้ำตา ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะโผกอดซึ่งกันและกัน





ป.ล. กรุณาอ่านที่นี่!


Comment

Comment:

Tweet


Hello! Good Site! Thanks you! nvmthomwagormt
#15 by vlsegmzkbv (213.199.192.53) At 2008-01-19 10:17,
อืมมมม ...
#14 by ทมิฬ At 2006-04-27 23:23,
i do love my life
#13 by wouldn't it be nice At 2006-04-27 14:34,
เราลากตัวเองไปดูMy girl and Iมา

เศร้าจัง

แต่ก็ได้อะไรหลายๆอย่าง

น้ำเป็นคนทำให้เราตัดสินใจไปดูนะ ^^
#12 by wouldn't it be nice At 2006-04-25 00:47,
ให้ความรู้สึก
กับความที่กล่าวไว้
มากๆ
#11 by amaie* At 2006-04-22 22:25,
ความรักเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกหมุนไป ^^
เช่นเดียวกับคำขอโทษ และการให้อภัย มี priority เท่าเทียมกับความรัก
.......ชอบๆ เขียนอีกนะคะ
#10 by J^_^J At 2006-04-20 20:46,
จำ
ทำ
#9 by ข้าวปุ้น At 2006-04-18 17:43,
คำขอโทษเพียงหนึ่งคำ
มีค่ามากมายยิ่งกว่าล้านคำพูดใดๆ



ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ
เราคง
sensitive
เกินไป

จะพยายาม
#7 by wouldn't it be nice At 2006-04-17 23:51,
ให้อภัยและคำขอโทษสำคัญกว่าสิ่งใด *พยักหน้ารับรู้*

(แต่ Revenge is a dish best served cold นะ เจ้าสาวที่ไปฆ่าบิลเขาบอกมา...)
#6 by vendetta At 2006-04-17 22:45,
เหอๆๆๆ


ชิชะ

#5 by ※〖 - ๐ MoO`PaE ๐ - 〗※ ★™ At 2006-04-17 22:26,
อ่านตอนต้นๆแล้วก็นึกเหมือนกันนะ
ว่าทำไมถึงต้องมีสงครามด้วย?

คนที่ไม่ได้อยู่ในสนามรบ...
รู้อยู่เต็มอกว่าพวกเขาจะได้อะไรเมื่อได้ชัยชนะ

ส่วนคนที่สู้อยู่ในนั้น...
กลับไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาต้องไปรบด้วย
ทำไมถึงต้องเอาชีวิตไปทิ้ง...ทั้งๆที่เขาไม่ได้เริ่มก่อ

หลายครั้งที่ดูหนังสงครามก็คิดแบบนี้บ่อยๆนะ

แล้วถ้าหากเรื่องราวในเรื่องจริง
สามารถจบลงได้แบบเดียวกับเรื่องข้างบนนี้ก็ดีสิ

การให้อภัย...
คำขอโทษ...

สองสิ่งที่สำคัญที่สุด

ขอบคุณสำหรับนิทานดีๆนะฮะ
#4 by aki At 2006-04-17 17:21,
สู้กันก็ไม่เห็นจะมีอะไรดี..

สู้ยิ้มใส่กันจนกว่าอีกฝ่ายนึงจะบ้าก่อนดีกว่า..

อยากให้มนุษย์โลกรักกันมาก ๆ พี่จะได้เป็นกลับดาวอย่างมีความสุข
ทำไมต้อง เจ็ดวินาทีด้วยวะ

รู้สึกว่าช่วงนี้ จะรัก ครอบครัว เป็นพิเศษ นะ
#2 by ADออฟเดอะเวินด์ At 2006-04-17 15:07,
เป็นเรื่องที่สนุก และให้ข้อคิดดีจัง อิอิ

จะจำไว้...การให้อภัย และ คำขอโทษ สำคัญกว่าสิ่งใด
#1 by joyy At 2006-04-17 14:24,

น้าม
View full profile