กาลครั้งหนึ่ง
นานไปมากแล้ว
มีเมืองอยู่ 8 เมือง
แต่เราจะพูดถึงเมืองแค่เมืองเดียว
เมืองนั้นมีทุกอย่างเหมือนเมืองอีก 7 เมืองที่เหลือ
ทั้งรถ โจร แมว ต้นไม้ ไส้เดือน โรงเรียน
แต่
เมืองนี้มีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปจากเมืองอื่น
เมืองนี้ไม่มี ความรัก
เดินไปทุกๆหัวมุมตึก ก็ไม่มีความรัก
เปิดถังขยะดู ก็ไม่มีความรัก
กินข้าว ก็ไม่มีความรัก
มีเซ็กส์ ก็ไม่มีความรัก
ซื้อเสื้อมาใส่ ก็ไม่มีความรัก
ไม่ว่าที่ใด ก็ไม่มีความรัก
พระราชาที่ปกครองเมืองนี้
ก็
ไม่มีความรัก
พระราชาคนนี้ไม่เคยบอกรัก จึงดูเหมือนไม่รักชาวเมือง
เพราะพระราชาไม่เคยบอกรัก ชาวเมืองก็ไม่กล้าบอกรักพระราชา
พระราชาคนนี้ไม่เคยบอกรัก แม้แต่ราชินียังไม่เคยถูกพระราชาบอกรักซักคำ
เพราะพระราชาไม่เคยบอกรัก ราชินีก็ไม่กล้าบอกรักพระราชา
ทุกวันผ่านพ้นไป
ผ่านไป
ผ่านไป
พระราชาจึงถูกเรียกว่า พระราชาที่ไม่เคยบอกรัก
จนในคืนหนึ่ง
พระราชาที่ไม่เคยบอกรักก็เริ่มร้องไห้
พระราชาที่ไม่เคยบอกรัก จึงถามราชินีว่า "ทำไมพระราชาต้องร้องไห้ด้วย"
ราชินีไม่ตอบ
เช้าวันรุ่งขึ้น ราชินี เขียนจดหมายทิ้งไว้
จดหมายนั้นเขียนว่า
"เพราะพระราชาไม่เคยรัก"
แล้วราชินีก็จากไปจากเมือง
พระราชาที่ไม่เคยบอกรักก็เลยร้องไห้
ร้องไห้
ร้องไห้
ชาวเมืองเห็นพระราชาร้องไห้ก็เลยร้องไห้
ร้องไห้
ร้องไห้
น้ำตาจึงท่วมไปทั้งเมือง ตึก ภูเขา ต้นไม้
กระทั่งวันนึง
พระราชาที่ไม่เคยบอกรักได้บัตรเชิญให้ไปร่วมพิธีแต่งงานของพระราชาทั้ง 7 เมืองที่เหลือ
พระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่กำลังร้องไห้ ก็พยายามกลั้นน้ำตาไปร่วมงาน โดยให้ชาวเมืองที่พยายามกลั้นน้ำตาพายเรือไปส่ง
พอไปถึงที่งานแต่งงานนั้น
พระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่พยายามกลั้นน้ำตาก็แปลกใจ
ภายในงาน
ไม่มีเสียงอะไร
นอกจากเสียงหัวเราะ
พระราชาสงสัย
ในไม่ช้า พระราชาจากทั้ง8 เมืองก็มากันครบ
ทั้งหมดก็พากันไปนั่งกินเลี้ยงรวมทั้งพระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่พยายามกลั้นน้ำตา
พระราชาทั้ง 7 เมืองที่เหลือ ก็พาราชินีของตัวเองมาในงาน
ยกเว้นพระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่พยายามกลั้นน้ำตา
พระราชาทั้ง 7 เมืองที่เหลือ คุย หัวเราะไปด้วยกัน
ยกเว้นพระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่เริ่มกลั้นน้ำตาไม่อยู่
พระราชาทั้ง 7 เมืองที่เหลือ ก็บอกรักราชินีที่นั่งข้างๆ
ยกเว้นพระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่กำลังร้องไห้
ชาวเมืองเห็นพระราชาร้องไห้ก็เลยร้องไห้
ร้องไห้
ร้องไห้
ทุกคนในงานตกใจ เพราะน้ำตาเริ่มท่วมไปทั้งห้อง
ทุกคนจึงปีนขึ้นไปบนโต๊ะเพื่อหนีน้ำท่วม
ในระหว่างนั้น
ภายในงาน
ไม่มีเสียงอะไร
นอกจากเสียงร้องไห้
พระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่กำลังร้องไห้ก็เลยถาม ระราชาอีก 7 คนที่เหลือว่า "ทำไมพระราชาต้องร้องไห้ด้วย"
พระราชาอีก 7 คนที่เหลือจึงถามกลับไปว่า "พระราชาเคยรักใครรึเปล่า"
"พระราชาเคยรัก และก็รักอยู่" พระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่กำลังร้องไห้ตอบ "พระราชารักราชินี พระราชารักชาวเมือง"
ชาวเมืองได้ยินก็เริ่มหยุดร้องไห้
หยุดร้องไห้
หยุดร้องไห้
น้ำที่ท่วมจึงค่อยๆลดลงเรื่อย
พระราชาทั้ง 7 เมืองที่เหลือ กับชาวเมืองทุกคนจึงกลับมานั่งเก้าอี้เหมือนเดิม และมองมาที่พระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่กำลังร้องไห้เป็นสายตาเดียวกัน
"พระราชารัก" พระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่กำลังร้องไห้พูดขึ้นในขณะๆที่ค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้ "แต่พระราชาไม่เคยบอก"
"แล้วทำไมไม่พูดล่ะ"
"ก็พูดออกมาซิวะ"
"จะเก็บไว้ทำไมเล่า"
"ปากมึงติดกาวไว้เหรอ"
"รัก พูดง่ายจะตาย"
"ลองเริ่มจากเขียนก็ได้นะ"
"กูจะรอฟัง"
พระราชาทั้ง 7 เมืองที่เหลือก็บอกกับพระราชาที่ไม่เคยบอกรักที่กำลังร้องไห้
พระราชาที่ไม่เคยบอกรักก็เริ่มเช็ดน้ำตา
พระราชาที่ไม่เคยบอกรักก็หยุดร้องไห้
ทั้งห้องนั้นเงียบสงัด
ทุกสายตายังคงจับจ้องมาที่พระราชาที่ไม่เคยบอกรัก
ชาวเมืองที่มือว่างๆก็หยิบไม้ถูพื้นมาเช็ดน้ำตาไปพลางๆ
"ถ้ารัก ก็พูดซิ" ชาวเมืองคนนึงกระซิบ
เสียงกระซิบ
ลอย
ไป
ถึง
หู
พระราชาที่ไม่เคยบอกรัก
"ก็" พระราชาที่ไม่เคยบอกรักยังคงอ้ำอึ้ง
"ก็" พระราชาที่ไม่เคยบอกรักบิดตัวไปมา
"ก็" พระราชาที่ไม่เคยบอกรักรู้สึกเขิล
"ก็
รัก"
"เฮ่" พระราชาอีก 7 เมืองที่เหลือ และชาวเมืองพากันโฮ่ร้องด้วยความดีใจ
จากความเงียบ
ภายในงาน
ไม่มีเสียงอะไร
นอกจากเสียงหัวเราะ
หลังจากนั้น
ผ่านไป
ผ่านไป
จาก พระราชาที่ไม่เคยบอกรัก จึงเปลี่ยนเป็น พระราชาบอกรัก
หลังจากนั้นผ่านไปอีก
ผ่านไปอีก
ผ่านไปอีก
ผ่านยุคของพระราชาบอกรัก
เหลือไว้เพียงตำนานการบอกรักของพระราชา
ชาวเมืองก็ได้เล่ากันตกทอดจากรุ่นปู่ สู่พ่อ สู่ลูก
รุ่นแล้วรุ่นเล่า
จากปากถึงหูหลายๆรุ่นเข้า จึงเกิดผิดเพี้ยนไป
จากคำว่า
"ก็รัก"
จึงกลายเป็น
"กะรัก"
"กะร้าก"
"กร๊าก"
และ
"ก๊าก"
ในที่สุด
ทุกคนก็เชื่อในตำนานที่ว่าว่า
"ถ้าที่ไหนมีการบอกรัก ที่นั้นจะมีเสียงหัวเราะ และความสุข"
ตลอดกาล
นั่นแล
ก๊าก ก๊าก ก๊าก