kid-fiction



เช้าวันที่ท้องฟ้าเปิดเฉิดฉายแสงอาทิตย์
แลเห็นปราสาทสีเทาสูงเสียดเมฆ ตั้งตระหง่านบนยอดเขาทางทิศตะวันออก
ชายหนุ่มที่ตื่นพร้อมแสงแดด ยืนอยู่ในสวนใต้งอบใบเก่าซอมซ่อ เอื้อมเก็บผลไม้จากปลายกิ่ง แต่สายตากลับมองไปที่ปราสาทอิฐสีเทานั้น เขาจะจ้องมันอยู่อย่างนั้นราวห้าวินาทีเศษๆ คล้ายมีประกายความหวังฝังอยู่ในดวงตาสองข้างทุกครั้งที่ได้มองมัน

คำ คือชื่อของชายหนุ่ม เขาเกิด และโตในชนบท ครอบครัวของเขามีอาชีพเป็นชาวสวน พ่อตายตั้งแต่เขายังด็็ก แม่ของเขาไม่เคยเล่าเรื่องพ่อให้้ฟัง ตอนนี้แม่ก็แก่ชรามากแล้ว เขาเคยคิดจะหนีไปหางานในเมือง แต่ความคิดมักไปจบลงที่ใบหน้าที่สูงอายุของแม่ทุกครั้งไป เขาจึงคิดว่าจะดูแลแม่จนกว่าเธอจะสิ้นลม และค่อยเดิมตามทางฝันของตัวเอง

แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ คำ คาดหวังไว้ เพราะเกิดสงครามระหว่างเมื่องปราสาทสีเทากับเมืองทางเหนือ ด้วยเหตุผลที่(แสนจะน้ำเน่า-คำ คิดอย่างนั้น)ว่า เจ้าชายจากเมืองปราสาทสีเทารักกับเจ้าหญิงเมืองทางเหนือ แต่พระราชาเมืองนั้นไม่เห็นด้วย และกีดกันความรักของทั้งสองทุกวิถีทาง ทั้งที่เมืองทั้งสองต่างเป็นเมืองการค้าซึ่งกันและกัน พระราชาเมืองปราสาทสีเทาเคยไปสู่ขอเจ้าหญิง พร้อมเครื่องราชบรรณาการมากมาย แต่กลับถูกปฏิเสธ เพราะเหตุผลว่ายังอยากดูใจของฝ่ายชายอีกสักพัก

พระราชาเมืองปราสาทสีเทาด้วยความเสียหน้า และเห็นลูกชายของตนทุกข์ใจ จึงสั่งรณรงค์ให้มีการแบนสินค้าจากเมืองทางเหนือ จนนำไปสู่การตัดความสัมพันธ์ทางการค้าแบบถาวร ในบางโรงเรียนมีการส่งตัวนักเรียนแลกเปลี่ยนกลับ และประชาชนหัวรุ่นแรงบางกลุ่ม ถึงกับเผาสถาณทูตของเมืองทางเหนือ!

แทนที่พระราชาเมืองปราสาทสีเทา จะส่งสารแสดงความเสียใจ หรือยอมรับในสิ่งที่ตนทำ แต่เขากลับเพิกเฉย และปล่อยปละจนเรื่องราวบานปลาย สงครามจึงเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และพระราชาที่ถอนตัวไมได้แล้วเช่นกัน จึงสั่งให้เจ้าชายนำกองทัพไปโจมตีเมืองทางเหนือ และชิงตัวเจ้าหญิงมาให้ได้

แต่อะไรๆก็มักไม่เป็นอย่างที่คาดไว้เสมอ กองทัพของเจ้าชายกลับถูกโจมตีจนย่อยยับ ทหารที่ยกองทัพไปนับหมื่น เหลือเพียงไม่กี่พันนายที่รอดชีวิต เจ้าชายบาดเจ็บสาหัส และไม่สามารถพากองทัพกลับมาได้ ทั้งเสบียง ม้าศึก และกำลังใจ ต่างหายไปจนหมดสิ้น คล้ายแมลงที่ติดบ่วงเงื่อนธรรมชาติของแมงมุม เจ้าชาย และทหารจึงถูกจับเป็นเชลยศึกอย่างง่ายดาย

เมื่อพระราชาได้ทราบข่าว เขากลับยังไม่ยอมแพ้ และสั่งให้เกณฑ์ชายหนุ่มในเมืองทุกคนเข้าร่วมรบอีกครั้ง

เช้าวันหนึ่งในแถบชนบททางตะวันตก เสียงของลำโพงยอดปราสาทดังขึ้น "ฮัลโหล เทส เทส"

คำ ยังยืนอยู่ใต้งอบใบเก่า เอื้อมเก็บผลไม้จากปลายกิ่ง แม่ของเขานั่งอยู่ที่ระเบียง พร้อมหนังสือพิมพ์ในมือ(หน้าหนึ่งพาดหัวเรื่อง เจ้าชายถูกจับเป็นเชลยศึก) และทั้งสองตั้งใจฟังอย่างสงัดเงียบ

"ภายในวันพรุ่งนี้ก่อนไก่ขัน ขอให้ชายหนุ่มทั่วทุกหัวระแหง มารวมตัวกันที่ปราสาสีีเทา จะมีการเกณฑ์กำลังสำรองเพื่อไปช่วยพาตัวเจ้าชายกลับมา และกอบกู้ชัยชนะกลับสู่บ้านเมือง หากผู้ใดหลบหนี หรือไม่เข้าร่วมกับกองทัพ จะมีโทษถึงประหาร จากสำนักราชวัง ปราสาทสีเทา" สิ้นเสียงจากลำโพง สายลมพัดผ่านนำความเงียบเลาะไล่ตามกิ่งใบไม้ในสวน

เสียงประกาศยังคงสะท้อนอยู่ทั่วหุบเขา คำ ยืนนิ่งสิบวินาทีครึ่ง และรู้สึกเหมือนใจหล่นหายลงไปลึกเกินกว่าจะฉุดกลับ เขาหันมองไปที่แม่ เธอกำลังพับเก็บหนังสือพิมพ์ และถอนหายใจเอื่อยๆ ก่อนเดินเข้าบ้านไป

คืนนั้น ขณะที่ คำ กำลังจัดข้าวของลงกระเป๋า แม่ของเขาเดินเข้ามา นั่งลงบนเตียงช้าๆ เธอมองหน้าลูกชาย และเริ่มเล่าเรื่องของพ่อให้เขาฟังว่า ตอนที่ คำ ยังเด็ก พ่อของเขาก็ถูกเกณฑ์ไปเช่นกัน แต่ต้องตายในสนามรบ

"กลับมาหาแม่นะ" เธอบอกลูกทั้งน้ำตา คำ โอบกอดแม่ น้ำตาของทั้งคู่หล่นคนละหนึ่งหยดลงสู่พิ้น

ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น คำ เดินมุ่งสู่ปราสาทสีเทาทางทิศตะวันออก เขามองมันอย่างปราศจากประกายความหวังเหมือนก่อน และรู้สึกเพียงแค่อยากให้มันหายไปในกระพริบตาหนึ่งครั้ง ก็เท่านั้น

ไม่กี่วันจากนั้น กองทัพที่จัดขึ้นก็เดินทางออกจากปราสาทสีเทา เสียงกลอง แตรศึก และคำประกาศของพระราชาฟังปลุกใจให้ฮึกเหิม บางคนก้าวเท้าอย่างภูมิใจ และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของผู้นำ แต่ คำ กลับรู้สึกกลัวไปกับคำชักจูงไร้สติของ พระราชา เขาคิดขณะเดินเท้าแบกเกราะสีเทา ที่แสงแดดจับสะท้อนวาววับ เขาหยิบผลไม้ที่แม่ให้ไว้ขึ้นมา กัดหนึ่งคำ พร้อมขมวดคิ้วเป็นปม

วันที่หนึ่ง

วันที่สอง

และขึ้นสู่วันที่สามในการเดินเท้า กองทัพทหารสีเทาก็มาถึงลานดินกว้างสุดลูกหูบลูกตา ไอแดดระอุเป็นคลื่นร้อนไกลห่าง ราวกับไร้ซึ่งสรรพเสียงของสิ่งมีชีวิตใดๆ แต่ที่ปลายขอบระหว่างฟ้ากับผืนดิน ปรากฏกลุ่มก้อนสีดำทะมึน เสียงกลองตามจังหวะก้าวสาวเท้าดังครึกโครม กองทัพของเมืองทางเหนือมาถึงแล้ว

กองทัพของทั้งสองตั้งแถวเผชิญหน้ากันห่างหลายสิบเมตร หากแต่เห็นได้ชัดว่า กองทัพของเมืองปราสาทสีเทาล้วนดูอ่อนแอปวกเปียก คล้ายสั่นเทาด้วยไม่กล้า แต่หน้าตากลับปั้นแต่งให้ถมึงทึง มีทั้งคนแก่ดูไม่แข็งแรง และเด็กในชุดเกราะหลวมโคลง

พระราชาเมืองทางเหนือในเกราะสีดำ บนหลังมาสีดำเดียวกัน เห็นดังนั้น จึงเอ่ยถามกองทัพของเมืองปราสาทสีเทาว่า "ทำไมจึงเลือกมาการศึกเช่นนี้ ทั้งที่รู้ว่าตนต้องแพ้กลับไปอีก"

บางคนจึงตะโกนตอบด้วยอวดโอ้ว่า เพราะแสดงความแข็งแกร่งของเมืองปราสาทสีเทา ไม่ก็เพื่อพลังความสามัคคี ไม่ก็เพื่อความสัตย์ต่อพระราชาของตน แต่ คำ กลับคิดต่างออกไปจากเสียงตะโกนโห่ร้องเหล่านั้นสิ้นเชิง

พระราชาเมืองทางเหนือ หัวเราะร่วน ก่อนจะหยุดคิดไปสองลมหายใจ เขาหันกลับไปสั่งทหารให้นำชายสองคนออกมา คนหนึ่งคือทหารธรรมดาที่ถูกจับเป็นเชลยศึก และอีกคนคือเจ้าชายเมืองปราสาทสีเทานั่นเอง

เมื่อกองทัพสีเทามองเห็นเจ้าชายถูกจับด้วยกุญแจมือสีดำสนิท ก็โห่ร้องไม่พอใจยกใหญ่

พระราชาเมืองทางเหนือจึงเอ่ยถามอีกว่า "ข้าจะให้ทหารคนนี้เป็นตัวแทนของทหารอีกนับพันนาย แต่เจ้าชายคนนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของชีวิตอื่นใด นอกจากตัวเขาเอง พวกเจ้าจะเลือกใคร" เขาชักปลายดาบ และชูขึ้นฟ้า "ส่วนคนที่เจ้าไม่เลือก ข้าจะปริดชีพเขาตรงนี้ เพื่อให้พระราชาของเจ้ารับรู้บ้างถึงสิ่งที่เขาก่อ! หรือหากพวกเจ้ากล้าพอที่จะช่วงชิงสิ่งใดจากข้านี้ ก็จงบุกเข้ามาดั่งใจนึก!"

และอีกครั้งที่ความเงียบทำหน้าที่ของมันได้ดี คำ นึกถึงทหารหลายคนที่เป็นเพื่อนกับเขา ซึ่งตอนนี้อาจถูกจับเป็นเชลย หรือแย่กว่านั้นบางคนคงตายบนผืนดินที่เขาเหยียบอยู่ เขานึกถึงหน้าของพ่อตอนที่อยู่ในสนามรบตอนนั้น พ่อก็คงถูกบังคับให้ฟาดฟันดาบ และมุ่งสู่สิ่งที่ตนไม่ได้ก่อเป็นแน่แท้ เช่นเดียวกับตอนนี้ เขานึกถึงแม่ ที่กำัลังสวดภาวนา หวังว่าเขาจะกลับไปอย่างปลอดภัย และเขานึกถึงปราสาทสีเทาบนยอดเขา ที่ซึ่งผู้คนอีกมายมายรอการกลับไปของคนอันเป็นที่รักของตน ทุกคนกลับลืมไปแล้วหรือ การแก้ปัญหาไม่ใช่การใช้กำลัง หรือำนาจไปเสียหมด คำ คิดพลางกำด้ามดาบข้างตัวไว้แน่นขึ้น แน่นขึ้น

เสียงทหารในเกราะสีเทารอบตัว คำ ซุบซิบกันหาทางออก บ้างก็ว่าให้ปล่อยตัวทหารอีกหลายพันนาย แต่ก็กลัวจะถูกประหารที่ทำให้เจ้าชายตาย บ้างก็เห็นเจ้าชายสำคัญมากมายกว่าชีวิตอีกพันคนนั้น บ้างก็ปลุกระดมให้บุกโจมตีศัตรู บ้างก็คิดหนีเสียท่าเดียว แต่ก่อนจะสรุปเป็นคนตอบใดได้ ชายหนุ่ม ไม่สิ ทหารหนุ่มชื่อ คำ ก็ชักดาบจากฝัก และมุ่งสู่กำแพงทหารสีดำตรงหน้า ไม่ละสายตาแม้แต่น้อย

มือยังกำด้ามดาบไว้แน่น ก้าวเท้า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนเขาห่างจากพระราชาเมืิองทางเหนือเพียงไม่กี่สิบก้าว กองทัพด้านหลังได้แต่ยืนมองอย่างงงงัน ความเงียบราวกับถูกบีบอัดให้กลายเป็นจุดสนใจเดียวกัน คำ ซึ่งขณะนี้หยุดเดินในระยะห่างยี่สิบสามเก้าครึ่งจากพระราชาในชุดเกราะดำ เขาวางดาบลงข้างตัว ถอดชุดเกราะออกช้าๆ และทิ้งมันลงที่เดียวกับอาวุธเมื่อครู่

พระราชาลดดาบลงเก็บคืนฝัก เขามองดวงตาของชายหนุ่มตรงหน้า ที่เหลือเพียงชุดเสื้อผ้าธรรมดา "เจ้าเป็นผู้นำของคนเหล่านั้นหรือ" เขาถาม และเคลื่อนตัวลงจากม้า

ชายหนุ่มส่ายหน้า "ข้าเป็นเพียงชาวสวนธรรมดา"

"หากแต่เจ้า" พระราชาลากเสียงยาว

ชายหนุ่มคุกเข่าลง "หากทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เกิดด้วยสาเหตุที่เมืองปราสาทสีเทาเป็นต้นเหตุ" เขาค่อยๆก้มหัวลงจรดสู่พิ้น "ข้าขอรับโทษทัณฑ์แต่เพียงผู้เดียว"

กองทัพจากปราสาทสีเทาพากันโวยวายอย่างไม่พอใจ ที่เห็น คำ ก้มหัวให้ศัตรูอย่างนั้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทำอะไรนอกจาพูด ต่างได้แต่วิจารณ์ไปต่างๆนาๆ

"เจ้าจะขอรับโทษแทนคนอีกหลายหมื่นคนอย่างนั้นหรือ" พระราชาเมืองทางเหนือยืนนิ่ง ก้มมองชายหนุ่มอย่างนั้น "โทษที่เจ้าไม่ได้ก่อ"

ชายหนุ่มไม่เงยแม้ปลายผมที่คลุกฝุ่น "หากเมืองเปรียบเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง" มือสองข้างกดพื้นแนบนิ่ง "และเราทุกคนล้วนเป็นเฟืองขับเคลื่อนหุ่นยนต์นั้น ข้าคงเปรียบไม่ได้กับเฟืองอื่นๆ อย่างทหารจำนวนพันๆนาย เจ้าชาย หรือพระราชาองค์ใด แต่ถ้าเฟืองใดหนึ่งเกิดทำงานผิดพลาด มันก็เหมือนกับเฟืองทุกตัวทำงานผิดเช่นกัน และถ้าข้าเป็นเพียงเฟืองเล็กๆ ที่ถอดออกได้อย่างไม่กระทบกระเทือน และสามารถแลกกับการทำงานของหุ่นยนต์ ที่จะดำรงอยู่ต่อไป ข้าขอยอมเป็นเฟืองที่ถูกถอดนั้น" เขากำมือแน่น "คำ คนนี้ จะขอรับโทษไว้แต่เพียงผู้เดียว"

"ชีวิตทุกชีวิตมีค่าเท่าเทียมกัน เจ้ารู้ไหม" พระราชาเมืองทางเหนือหัวเราะตบท้าย เขาหันหลังให้ คำ และก้าวขึ้นหลังม้า เขาสั่งให้ทหารปลดกุญแจมือของเจ้าชาย และทหารที่ถูกจับเป็นเชลย "จงวิ่งกลับไปสู่อ้อมกอดของอิสระ และจงจำไว้สองสิ่ง"

เด็ก วัยรุ่น คนแก่ ทหาร เจ้าชาย สับสนกับสิ่งที่เกิดขี้นเพียงเจ็ดนาทีกว่าๆ

พระราชาสั่งให้ทหารเมืองทางเหนือทั้งหมด เดินทัพกลับ "จงจำไว้ว่าการให้อภัยสำคัญกว่าสิ่งใด" เขาควบมาจากไป ปากยังคงตะโกนเสียงก้องไปทั้งลานดิน "และจงจำไว้ว่า คำ ขอรับโทษแทนพวกเจ้าทุกคนแล้ว" กองทัพสีดำ ค่อยๆไกลลับไปจากสายตา

เสียงโห่ร้องยินดีดังก้องกังวาล




เรื่องราวในวันนั้น ทำให้พระราชาต้องสละบัลลังค์ และหนีไป ณ ดินแดนไกลแสนไกล ส่วนเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์ (เขาเคยพยายามยกบัลลังค์ให้ คำ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะเขาให้เหตุผลว่า จะกลับไปใช้ชีวิตกับแม่ และเป็นชาวสวนเหมือนเดิม) ทั้งเจ้าชาย ทหาร และกำลังสำรองในเหตุการณ์วันนั้น ต่างก็จำได้ดี

"จงจำไว้สองสิ่ง การให้อภัย และ คำขอโทษ สำคัญกว่าสิ่งใด"







หญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ระเบียง สุดระยะสายตาที่มองได้ไม่ไกลนัก บนถนนทางทิศตะวันออกปรากฎเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง พร้อมเสียงที่คุ้นหู "ขอโทษครับที่ให้รอ ผมกลับมาแล้ว" หญิงชรายิ้มทั้งน้ำตา ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะโผกอดซึ่งกันและกัน





ป.ล. กรุณาอ่านที่นี่!




กาลครั้งหนึ่งนานมากแล้ว ในเมืองแสนไกลที่จินตนาการยังดำเนินอยู่ร่วมกับผู้คน มีเรื่องราวของชายสองคนที่เป็นเพื่อนกัน ทั้งคู่มีชื่อว่า ความฝัน และความจริง

ตั้งแต่เด็กๆ ความฝัน เป็นเด็กตัวเล็ก และค่อนข้างขี้อาย ผิดกับเพื่อนในวัยเดียวกัน ความจริง ตัวโตมากกว่า และยังเป็นคนกล้าแสดงออกมากกว่า ความฝัน ที่มักจะนั่งเงียบๆ แต่ทั้งสองก็ยังเป็นเพื่อนสนิทกัน

ทั้งคู่อยู่บ้านติดกัน จึงเดินไปโรงเรียนพร้อมกัน และยังนั่งที่ติดกันในห้องในห้องเรียน ทุกคาบเรียนโดยเฉพาะวิชาที่มีท่องจำ(ซึ่งเกือบทุกวิชาจะมีท่องจำ) อย่างวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ ความจริง มักจะสนใจ และทำได้ดีกว่า ความฝัน ที่มักจะนั่งวาดรูปตัวการ์ตูนในจินตนาการลงบนตัวเลขบอกจำนวนหน้าของหนังสือเรียนเสมอ ๆ ไม่ก็ฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอ และเมื่ออาจารย์ถามคำถาม ความฝัน ก็ชอบที่จะนั่งเฉยๆ ต่างกับ ความจริง ที่คอยโบกแขนขวาไปมา เพื่อจะคว้าโอกาสในการตอบคำถามของอาจารย์ทุกๆ ครั้ง

ทั้งคู่คอยช่วยเหลือกันเสมอ เช่นเวลาที่ ความฝัน ทำการบ้านวิชาคณิตศาตร์ไม่ได้ ความจริง ก็จะคอยอธิบาย และในเวลาที่ ความจริง ไม่มีงานส่งวิชาศิลปะ ความฝัน ก็จะช่วยคิดให้ ความจริง เป็นอย่างนี้เสมอๆ

จนเมื่อทั้งคู่โตขึ้น มาถึงวันที่ต้องแยกกัน เพราะ ความจริง ต้องไปเรียนต่อที่เมืองอื่น ทั้งคู่จะไม่ได้อยู่บ้านติดกันอีก หรือนั่งที่ติดกันในห้องเรียนอีก หรือช่วยทำการบ้านด้วยกันอีก ทั้งคู่ไม่อยากลืมความเป็นเพื่อนที่ผ่านมา จึงต่างแลกของสำคัญของแต่ละคน ความจริง ให้สมุดจดบันทึกเนื้อหาในทุกชั่วโมงเรียนของเขา ส่วน ความฝัน ให้หนังสือเรียนที่เต็มไปด้วยตัวการ์ตูนแน่นเอี้ยด ทั้งสองสัญญาว่าจะเปิดมันทุกครั้งที่คิดถึงกัน และ ความจริง ก็บอกว่าส่งข่าวมาหา ความฝัน เป็นระยะๆ แน่นอน

วันเวลาผันผ่าน ทั้งคู่ติดต่อกันบ้าง และค่อยๆ ลดลง ลดลง จนหลังจากเรียนจบ ทั้งคู่ก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย ความฝัน ได้ย้ายออกไปอยู่ชานเมือง ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เขาวาดรูปขาย เวลาว่างก็จะนั่งเล่นกีต้าร์บนระเบียง ความฝัน ไม่ได้ข่าวคราวจาก ความจริง เลย เขารู้คร่าวๆ เพียงว่า ความจริง กลับมาอยู่ที่เมืองนี้แล้วหลังจากเรียนจบ และตอนนี้ ความจริง ก็กำลังจะได้เป็นผู้ว่าการของเมืองนี้

เมื่อเวลาที่ ความฝัน คิดอะไรไม่ออก เขามักจะหยิบสมุดเก่าๆ เล่มหนึ่งขึ้นมา เขาเปิดมันทีละหน้าอย่างทะนุถนอม บนกระดาษสีขุ่นๆ นั้นจะมีลายมือครึ่งบรรทัดเต็มไปหมดทุกหน้า ความฝัน ไม่เคยลืมเพื่อนที่เป็นเจ้าของสมุดเล่มนี้เลย นึกได้ดังนั้น ความฝัน จึงคิดว่าจะไปแสดงความยินดีกับเพื่อนเก่าเสียหน่อย ความฝัน ปิดสมุดเล่มนั้นเบาๆ และนำใส่เป้ เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อไปหา ความจริง

เดินทางไม่นานก็ถึงตัวเมือง ความฝัน เพิ่งจะสังเกตว่า เมืองที่เขาเคยอยู่ได้เปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ตอนนี้มันเต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้ามากมาย เขาตื่นตาไปกับทัศนียภาพแปลกใหม่ แต่บนตึกหนึ่ง มีี่ีป้ายโฆษณาหนึ่งสะดุดตาเขา หน้าของชายบนป้ายนั่น ความฝัน จำได้ดี นั่นคือ ความจริง เพื่อนของเขาเอง ข้างรูปภาพหน้าตายิ้มแย้มนั้นมีข้อความว่า "ปราศัยครั้งใหญ่ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ๑๖ มีนาคม ๑๖ ถึง ๑๙ นาฬิกา ณ สวนสาธารณะใจกลางเมือง" ความฝัน ดีใจที่ได้เห็นป้ายนี้มาก เพราะไม่คิดว่าจะหาเพื่อนเก่าง่ายขนาดนี้ แต่อีกไม่กี่นาทีก็หมดเวลาแล้ว ความฝัน จึงรีบตรงดิ่งสู่ใจกลางเมืองตามป้ายบอกทันที

ที่หมายแน่นไปด้วยฝูงชนมากมายห้อมล้อมเวที พร้อมเสียงโห่ร้องยินดีของผู้คนนับไม่ถ้วน จากระยะที่ ความฝัน ยืนอยู่ มองเห็นชายใส่สูทคนหนึ่งกำลังก้าวลงจากเวที พร้อมโบกลาผู้คนด้วยรอยยิ้ม ความฝัน แม้จะอยู่ไกลจากเวทีมาก แตก็่รู้ว่าชายคนนั้นต้องเป็นเพื่อนของเขาแน่ เขารีบแทรกผ่านฝูงชนเข้าไปใกล้เวทีที่สุด

เมื่อถึงหน้าเวที ความฝัน ก็เห็น ความจริง ที่กำลังจับมือกับคนใส่สูทคนอื่นๆ และกำลังจะขึ้นรถที่เปิดประตูรออยู่ ความฝัน ตะโกนเรียกเพื่อนที่อยู่ห่างกันไม่มากนัก แต่เสียงของเขาปนเปไปกับเสียงผู้คนที่รายล้อมรอบตัว ความฝัน พยายามหยิบสมุดในเป้มาถือไว้ในมือ โบกไปมา เผื่อว่า ความจริง จะสังเกตเห็นบ้าง แต่ท่าทางของเขาก็ปนเปไปกับผู้คนที่รายล้อมรอบตัวเช่นกัน ความจริง ก็ขึ้นรถไปโดยไม่สังเกตเห็น ความฝัน

ก่อนที่ประตูรถจะปิด ความฝัน เห็นว่าเพื่อนกำลังจะไป เขาคิดว่าถ้าผ่านวันนี้ไป การที่จะได้เจอความจริงคงยากขึ้นอีก เขาอยากแค่เพียงได้คุยกับเพื่อนสักคำมันยากเย็นนักหรือ คิดได้ดังนั้น ความฝัน จึงปีนข้ามรั้วที่กั้นไว้ และพุ่งตรงไปที่รถคันนั้นพร้อมสมุดของเพื่อนในมือ แต่แทบจะในวินาทีเดียวกัน ตำรวจ ก็รวบตัว ความฝัน จนล้มลง เขาตะโกนเรียกเพื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอธิบายให้ตำรวจฟังว่าเขาเพียงแค่มาหา ความจริง ที่เป็นเพื่อนเขาเท่านั้น แต่ตำรวจไม่ได้ฟังเหตุผล และกดเขาไว้กับพื้น ภาพรถของ ความจริง ก็ค่อยๆ ออกไปจากระยะสายตาของ ความฝัน ช้าๆ ขณะที่มือของเขา ยังคงกำสมุดไว้แน่น

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ความฝัน ก็กลับมาที่บ้านแถบชานเมือง และใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างที่ผ่านมา เขายังคงวาดรูปขาย และยังเล่นกีต้าร์ที่ระเบียงเหมือนเดิม แต่ต่างไปในเวลาที่่ ความฝัน คิดอะไรไม่ออก สมุดเก่าๆ เล่มนั้นจะไม่ถูกเปิดอย่างเคย

และ ความฝัน ก็ไม่ได้เจอกับ ความจริง ตลอดกาล




มีเด็กหญิงคนหนึ่ง เธอมีชื่อว่า บัน

บัน เป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่กับย่า

ตั้งแต่เธอจำความได้ก็เห็นแต่หน้าของย่าตั้งแต่เล็กๆ

ย่าเคยเล่าให้ บัน ฟังว่า ตอนที่ย่าไปเจอเธอครั้งแรก เธอนอนอยู่ในตะกร้าที่เต็มไปด้วยหนังสือ

ย่ามักจะซื้อหนังสือให้ บัน อ่าน และเธอก็ชอบมันมากจริงๆ เธอชอบที่จะอ่าน แทบจะตลอดเวลา ทั้งเวลากินข้าวเช้า เวลาเดินไปโรงเรียน เวลานั่งบนรถประจำทาง เวลาวิ่งเล่นกับเพื่อน หรือแม้กระทั่งเวลาอาบน้ำ เธอก็ยังตั้งมันไว้ใกล้ๆ ให้เธอได้เห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน เธอจะไม่อ่านหนังสือก็แค่ตอนที่หลับเท่านั้นเอง

บัน ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงชอบอ่านหนังสือขนาดนี้

จนเมื่อ บัน เป็นสาว ย่าของเธอที่แก่ขึ้นมากก็ตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องราวความจริงของพ่อแม่ของเธอให้เธอฟัง

ย่าบอกว่า พ่อแม่ของ บัน เป็นนักเขียน แต่ทั้งคู่ไม่มีชื่อเสียงนัก จึงไม่ค่อยมีงานเขียน และไม่มีเงินเท่าไหร่ จนเมื่อ บัน เกิด พ่อแม่ของเธอไม่มีเงินพอที่จะเลี้ยงดู จึงกลัวเธอลำบาก พ่อแม่จึงทิ้งเธอไว้ที่หน้าประตูบ้านของหญิงชรามีฐานะคนหนึ่ง พร้อมกับกระดาษที่เขียนเล่าเรื่องราว และขอร้องให้ช่วยเลี้ยงดูเด็กในตะกร้า ซึ่งหญิงชราคนนั้นที่อ่านกระดาษแผ่นนั้นกับมือก็คือย่านั่นเอง

บัน ตกใจมากที่รู้ว่า พ่อแม่ของเธอไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ และ บัน ยังตกใจอีกที่รู้ว่า ย่าของเธอ ที่แท้แล้วไม่ใช่ย่าจริงๆของเธอ

บัน ถามย่าว่า พ่อแม่ของเธอชื่ออะไร ใช้นามปากกาอะไร ย่าไม่รู้ ได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ ย่าบอกเพียงว่า ที่ บัน ชอบอ่านหนังสือ ก็คงเพราะในสายเลือดของเธอมีแต่ตัวหนังสือย่างแน่นอน

เธอยิ้ม น้ำตาเริ่มเอ่อล้น เธอโผกอดย่า และขอบคุณย่าที่เลี้ยงดูเธอมาจนถึงตอนนี้

แต่แล้วในคืนนั้นเอง ย่าของเธอก็หยุดหายใจในขณะที่หลับอยู่บนเตียง ย่าจากไปอย่างไม่ทรมาน

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา บัน ก็เปลี่ยนไป

เธอกลายเป็นคนเงียบ และเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร เธอเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาอ่าน อ่าน และอ่าน

คนแถวนั้นพากันบอกว่า บัน นั้นบ้าไปแล้ว

แต่ใครจะรู้ความจริงว่า การอ่านหนังสือของ บัน มันทำให้เธอไม่เหงา มันทำให้เธอได้คิดถึง ย่า กับพ่อแม่ของเธอและมันทำให้เธอได้หวัง เผื่อว่าซักวัน เธออาจจะได้อ่านหนังสือของพ่อแม่สักครั้ง

บัน จึงเริ่มสะสมหนังสือไปเรื่อยๆ เล่มแล้วเล่มเล่า อ่านแล้วอ่านเล่า คิดแล้วคิดเล่า

จนเธอต้องนอนเบียดกับหนังสือบนเตียง นั่งดูทีวีเบียดกับหนังสือบนโซฟา กินข้าวบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือ และอาบน้ำในห้องน้ำที่เต็มไปด้วยหนังสือบนอ่างล่างหน้า

ชีวิตของ บัน ดำเดินไปอย่างนี้เรื่อยๆ จนเธอเริ่มแก่

เธอเปิดหนังสือมาเป็นล้านๆ หน้า อ่านตัวอักษรเป็นล้านๆ ตัว

จนเมื่อไม่มีหนังสือเล่มใดให้เธออ่านอีก เพราะเธออ่านมันทุกเล่มแล้ว และเธอก็ไม่รู้ว่าเธอได้อ่านหนังสือของพ่อแม่ไปหรือยัง หรือเธอข้ามมันไปแล้ว

เธอเริ่มร้องไห้ เธอไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป ไม่รู้ว่าเธอจะอ่านอะไรอีก

แต่แล้ว เธอก็กลับคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง

เธอไม่เคยที่จะโทษพ่อแม่ของเธอที่ทิ้งเธอไว้ และก็ไม่เคยโทษย่าของเธอที่บอกความจริงช้าเกินไป

เธอกลับขอบคุณพวกเขาที่ทำให้เธอได้อ่านหนังสือ ได้รู้ และคิดอะไรมากมาย

เธอนึกถึงคุณย่าก่อนที่จะจากเธอไป คุณย่าก็ได้ทำให้เธอมีความหวังที่จะอ่านหนังสือต่อ

เธอนึกถึงตอนที่พ่อแม่นำเธอมาทิ้งไว้หน้าบ้านของย่า พวกเขาก็คงอยากให้เธออ่านหนังสือ ถึงได้นำเธอใส่ตะกร้าที่เต็มไปด้วยหนังสือ

และตอนนี้

เธอนึกถึงตัวเอง ที่อยากให้คนอื่นๆ ได้รับความรู้สึกอย่างเธอ ได้อ่านหนังสือเหมือนเธอ

บัน จึงนำเงินที่เหลือทั้งหมดของคุณย่า มาลงทุนต่อเติมบ้านให้กลายเป็นห้องสมุดเล็กๆ

แต่ห้องสมุดเล็กๆ นั้น ก็เต็มไปด้วยหนังสือที่เธอมากมายก่ายกอง เธอค่อยๆ ทำความสะอาด นำมาเรียงตามตัวอักษร จัดเป็นหมวดหมู่ และวางลงบนชั้นทีละเล่มทีละเล่ม จนบ้านทั้งหลังเป็นระเบียบไปด้วยหนังสือที่เธออ่านมาหมดทั้งชีวิต

ตอนแรกคนแถวนั้นก็ยังพากันบอกว่า บัน นั้นบ้าไปแล้ว และไม่มีใครยอมเข้าไปในห้องสมุดของเธอเลย

จนวันหนึ่งมีเด็กอนุบาลคนหนึ่งหนีแม่แอบเข้าไปในห้องสมุดของเธอ

บัน ยิ้มต้อนรับเด็กชายคนนั้น และดูแลเขาอย่างดี พอเด็กชายออกมาก็เอาไปเล่าปากต่อปากว่าจริงๆ แล้ว บัน เป็นคนที่น่ารัก และใจดี เธอแค่รักหนังสือ และอย่าให้เราทุกคนอ่านหนังสือ เธอไม่ได้บ้าอย่างที่ทุกคนคิด

หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนเข้าไปใช้ห้องสมุดของเธอเพิ่มขึ้นๆจนเธอกลายเป็นที่รักของทุกคน และทุกคนก็รักหนังสือของเธอ

เธอตอนรับผู้ที่เข้ามาใช้ห้องสมุดของเธอด้วยความยิ้มแย่ม และยินดี

จนเมื่อเธอเริ่มแก่ขึ้น

บัน กลายเป็นหญิงชราล่างเล็กที่ยังคงอยู่ต้อนรับนักอ่านหนังสือทุกคน จวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของเธอ

"บัน หญิงชราที่น่ารัก และใจดี " ประโยคนี้ถูกจารึกไว้ที่ป้ายหลุมศพของ บัน

คนแถวนั้นต่างพากันโศกเศร้า เสียใจ และอาลัยกับการจากไปของ บัน ผู้ซึ่งทำให้ทุกคนรักการอ่านหนังสือ

คนแถวนั้นอยากให้บันอยู่ในใจของทุกคน พวกเขาจึงตั้งอาชีพ บรรณนารักษ์ ขึ้นมา เพื่อเป็นอนุสรณ์ความทรงจำแด่ บัน ที่น่ารัก และใจดี ที่พวกเขาไม่มีวันลืม

เธอจะอยู่ในใจนักอ่านหนังสือตลอดไปนะ

บัน น่ารัก