unusual-fiction

2006/May/12



มีค่สี


2006/May/02



ณ แผงหนังสือ ตัวเลขที่ไม่คุ้นตาชวนให้ความคิดกึกก้องกังวาลอยู่ในหัว

และแล้ววันนี้ก็มาถึง ผมคิด

อย่างที่ไม่เคยคาดไว้เลยว่า ตัวเลขสองตัวที่กำลังจ้องอยู่ จะเข้ามาปะทะชีวิตได้เร็วขนาดนี้ จนผมทำตัวไม่ถูก คล้ายกิ่งก้านของจินตาการในความคิด พลันผลัดใบ และร่วงโรยราร้างไปจากสมอง นับตั้งแต่สี่สิบแปดเดือนที่แล้ว จนถึงทุกวินาทีลมหายใจนี้ มันได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมอย่างประหลาด เหมือนปุ๋ยสำหรับความฝัน แต่บัดนี้มันได้สลายไปต่อหน้าต่อตา รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายไปเสียให้สิ้น ถึงกับมีน้ำซึมที่หัวตาทั้งสองข้างของผมเลยทีเดียว

วินาทีนั้นของจุดจบ ด้วยความห่างราวหนึ่งเอื้อมมือจากวัตถุเกิดเหตุ ผมยืนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงลมก้อนแล้วก้อนเล่า เข้า-ออกจากร่างกาย โสตสดับรับเสียงอื้ออึงไม่เป็นสำเนียง น้ำที่หัวตาเพิ่มปริมาณเป็นหนึ่งหยด สองหยด และสามหยด คนรอบข้างสอดสายตาพิจารณาพฤติกรรมอารมณ์ของผม แต่ใครจะไปสนใจเล่า หากตรงหน้าคุณคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่กำลังจะหายไป ด้วยตัวเลขสองตัวที่ยังไม่เลือนไปจากดวงตา

ชั่วขณะของความเศร้าหนึ่งๆ ความคิดบางอย่างฉุดให้ผมปาดความโศกชื้นที่แก้มทิ้งเสีย สิบบาทเท่านั้น ผมให้กำลังใจตัวเอง ขณะก้าวเท้าสู่วัตถุเกิดเหตุหนึ่งก้าว ดีดแขนขวาออกไปคว้ามันไว้ในมือให้แน่น

คนเราต้องกล้าที่จะเปลี่ยน ผมคิด หากปล่อยความหวังให้กุดทู่เช่นนี้ หรือเอาแต่ลี้เลี่ยงหลบหนี สิ่งบรรดาลใจที่ผ่านมาในสี่สิบแปดเดือนคงไร้ค่ายิ่ง

ผมตัดสินใจในหนึ่งกระพริบตา ไม่สนใจเลขสองตัวตรงหน้า และตัดขาดเยื้อใยสุดท้ายภายในหนึ่งการกระทำ ด้วยการควักมือล้วงธนบัตร และเหรียญจากกระเป๋า นำมารวมกันเป็นจำนวนเงินเจ็ดสิบบาทพอดีถ้วน

ก่อนจะนำตัวเองไปสู่ยอดอ่อนของจินตนาการครั้งใหม่ โดยการชำระเงินที่เคาท์เตอร์ไม่ไกลนัก ผมกลับเอียงวัตถุเกิดเหตุในมือ เพ่งไปที่มุมหนึ่งนั้นอีกครั้ง เห็น-ตัวเลขสองตัวทำให้ข้าพเจ้าหายใจติดขัดเล็กน้อย



"ไอ้เวร อะเดย์แม่งขึ้นราคา"



อุทิศให้แด่ อะเดย์ ราคา หกสิบบาท ผู้ล่วงลับ


2005/Nov/27



เสียงนิ้วกระทบปุ่มบนแป้นพิมพ์ดังป้อกแป้ก กูนั่งมองตัวหนังสือบนจอที่ถูกพิมพ์ แล้วลบ แล้วพิมพ์อีก แล้วลบอีก ดำเนินไปอย่างนั้นอยู่เป็นเวลานาน ดูซ้ำซากไปมาไม่จบสิ้น ที่ทำเช่นนั้นเนื่องจากกูคิดจินตนาการอะไรให้งอกเงยออกจากหัวไม่ออกเลย ไม่สามารถเรียบร้อยรัดเรียงจากคำเป็นกลุ่มคำ เป็นประโยค เป็นเรื่องเป็นราว เหมือนกับทุกครั้ง ราวกับจู่ๆ ความนึกคิดก็ไร้ซึ่งรอยหยักไปดื้อๆ คิดว่าถ้าถลกหนังหัวเปิดกระโหลกเพื่อดูสมองตอนนี้ มันคงเกลี้ยงเกลาดีพิลึก

จากแรงบรรดาลใจข้างต้นกูจึงตัดสินใจประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า ต่อไปนี้คงจะเลิกเขียนบล็อค ไม่ใช่ว่าแค่กูคิดไรไม่ออกก็จะลาไปกันง่ายๆ แต่กูมาคิดดูแล้วกูไม่ชอบบล็อคของกูเสียเลย มันผิดเองที่กูไม่จริงใจตั้งแต่เริ่ม กูไม่อยากต้องมาใส่หน้ากากทำเรื่องที่กูไม่อยากทำ กูคิดว่าถ้ากูเลิกทำมัน คงทำให้กูไม่ต้องมานั่งเสียเวลาปั่นเรื่องสร้างสรรค์อะไรให้พวกมึงอ่านอีกต่อไป กูไม่ต้องคอยนั่งรอความคิดเห็นของพวกมึง ไม่ต้องพะวงว่าจะเรื่องที่กูแต่งจะไปกระทบหัว หรือไปกระแทกอารมณ์ใครเข้า ไม่ต้องรับรู้ว่าใครจะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งให้คนมาสนใจกูในโลกจอมปลอมที่ไม่มีมวลสารอยู่จริง กูเบื่อที่กูเป็นคนแคร์คนอื่น กูเบื่อที่กูไม่เป็นตัวกูเองด้วยประการฉะนี้ กูจะไม่มีตัวตนสำหรับพวกมึงอีก ถ้ากูเลิกเขียนบล็อค ซึ่งมันจะดีสำหรับกู กู และกู คนเดียวเท่านั้น

สรุปว่า กูจึงขอปิดบล็อคนี้อย่างถาวร

เสียงกดแป้นพิมพ์ของกูยังดังป้อกแป้ก แต่เริ่มช้าลง กูไม่เชื่อตัวเองว่าจะเขียนมาได้ขนาดนี้ ทั้งที่กูเขียนไม่ออก และไม่อยากเขียนเลยสักนิดหนึ่ง คราวแรกกูคิดไว้ว่าจะลบทุกอย่างให้หมดเสีย แต่กูก็ไม่ทำ เอาเถิด กูเลือกแล้วที่จะจบมันด้วยวิธีนี้ กูจะไม่ลบอะไรทั้งนั้น ทิ้งไว้ให้เป็นสถานที่คอยเตือนตัวกูว่า นี่คือผลงานของความเสแสร้งจอมปลอมล้วนๆ ที่กูปั้นมันขึ้นมาด้วยความเขลาอย่างน้อยก่อนที่กูจะไป ขอพิมพ์ประโยคสุดท้ายให้พวกมึงได้อ่านก็แล้วกัน

ใครที่คิดจะปลอบ หรือด่ากู หยุดความคิดไว้เพียงแค่นั้นเสีย เพราะทั้งหมดนี้ กูล้อเล่น




น้าม
View full profile