unusual-fiction

สิว (Ziew)

หมายถึง อุบัติการณ์ที่(โคตร)สร้างความรำคาญแก่ร่างกายของมนุษย์ สามารถเกิดขึ้นได้ตามพิ้นผิวพรรณของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ต้นขา บั้นท้าย หลัง ต้นแขน คอ และใบหน้า เป็นต้น

มนุษย์ที่เดิน 2 ขาทั่วไปคิดว่า สิว เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การอุดตันของรู้ขุมขน ฮอร์โมนที่ไม่คงที่ อาการแพ้ยา หรือแม้กระทั้งการกินอาหาร แต่จริงๆแล้ว สิว นั้นเกิดขึ้นได้ตามใจมันเอง

โดยไม่มีการเตือน การกำเนิดของ สิว นั้น จะไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นจะมีพ่อเป็นนายก หรือมีแม่เป็นเจ้ามือไพ่ ไม่สนว่าบุคคลนั้นทำงานเป็นคนขายเก็กฮวย หรือทำงานในตลาดหุ้นในประเทศพม่าก็ตาม บุคคลแทบทุกประเภทล้วนมีสิทธิ และโอกาสในการเกิดสิวแทบจะเท่าเทียมกันทั้งสิ้น

สิว นอกจากจะทำให้ร่างกายบอบช้ำแล้ว ยังก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่มีผลต่อจิตใต้สำนึกของมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเท่าที่ควร พูดง่ายๆคือ ทำให้เกิดอาการอาย ขวยเขิน ต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว อาธิเช่น การไม่กล้าหันไปขอเบอร์สาวเสื้อส้มที่นั่งเรียนพิเศษข้างๆ เพราะวันนี้มีสิวที่ปลายขนคิ้วขวา 2 เม็ด หรือไม่กล้าขึ้นรถเมล์เพราะกลัวกระเป๋ารถเมล์ทัก แล้วเอาเหรียญสลึงบีบสิวให้

อาการทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง แถมยังทำให้เกิดโรคเรื้อยรังที่เรียกว่า สิววิตกจริต(Ziew Reflect)

อาการต่อไปนี้จะบงชี้ได้ว่าคุณเป็นโรค สิววิตกจริต หรือไม่

ระยะที่ 1

คุณจะเริ่มบีบสิวด้วยมือป่าว โดยไม่คิดว่าจะก่อให้เกิดแผลเป็น ถึงแม้ภายหลังคุณจะคิดว่าการบีบสิวไม่ดี และสัญญากับตัวเองว่าจะเลิกบีบ แต่ท้ายที่สุด คุณจะทนความรู้สึกมันมือ มันนิ้วในการบีบครั้งแรกไม่ไหว

ระยะที่ 2

หลังจากคุณบีบสิวจนใบหน้าเกลี้ยงเกลา คุณก็จะยกมือขึ้นมาลูบคลำบริเวณ หน้าผาก แก้ม จมูก และคาง(หรือบริเวณใดๆที่เคยเกิด สิว มาก่อน)แทบจะตลอดเวลา เนื่องจากพะวงว่าอาการระคายเคืองเล็กๆน้อยๆนั้นจะเป็น สิว

ระยะที่ 3

เวลาคุณไปที่ไหนคุณมักจะเริ่มพกโฟม หรือเจลล้างหน้าไปด้วยเสมอๆ (บ้างก็พกกระดาษซับมัน แป้ง หรืออุปกรณ์กันหน้ามันต่าง ๆ เป็นอ๊อปชั่นเสริมเพิ่มเติม) และจะล้างหน้าบ่อยเท่าที่สามารถทำได้

ระยะที่ 4

คุณจะเริ่มอารมณ์เสียเวลาเจอสิวในที่ที่ซ้ำซาก ถ้าถึงขั้นหนักข้อ แบบไม่สามารถอยู่ร่วมใบหน้าไปกับสิวได้ อย่าตกใจ ไม่ต้องโวยวายใส่ข้างบ้าน ไม่ต้องโทรแจ้งรถดับเพลิง หรือโทรถามบั๊กแต่อย่างใดเพราะคุณก็จะไปหาหมอสิว(หมอไม่ได้ชื่อ สิว)ตามสัญชาติญาณแน่นอน

เราไม่สามารถหาหนทางแกไขได้อย่างหายขาด เราเพียงแนะนำให้คุณใจเย็น อย่าเครียดมาก กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวให้มีความสุข ตั้งใจเรียน และใช้อุปกรณ์ป้องกันหน้ามันได้ตามอัธยาศัย

เท่านี้คุณก็สามารถอยู่ร่วมโลกไปกับความรู้สึกส่วนเกินบนร่างกายได้

อ้อ

ลืม

ขอย้ำละกันว่า อย่าบีบสิว เพราะมันไม่ก็ให้เกิดผลดีแต่อย่างใด

โอ๊ย! เผลอบีบอีกแล้วหวะ =..=

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า น้าม (ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าnaamimal)ตื่นขึ้นมาบนเตียงสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ของมันในยามเช้าวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2548

กล้ามเนื้อร่างกายของมันยังเหนื่อยล้าจากการนอนอยู่บางส่วน โดยเฉพาะตูด เพราะโดนทับอยู่ตลอดคืน

มันตื่นมาโดยไม่ได้คิดไรมากมาย เพียงแค่ต้อง กินข้าว วาดรูป ไปหาเพื่อนหญิง แล้วก็กลับมาบ้าน อะไรทำนองนั้น

มันเป็นกิจวัตรธรรมดาๆของ น้าม ทั่วๆไป

ครอบครัวของมันก็แสนจะธรรมดา มีตัวพ่อ ตัวแม่ ตัวมันเอง และตัวน้องสาว

เที่ยงวันนั้น ตัวพ่อของมันต้องไปงานเลี้ยงรุ่นที่นครนายก กลับวันถัดมา

ส่วนตัวแม่ และตัวน้องอยู่บ้าน

เวลาประมาณบ่าย 2 โมงครึ่ง มันก็อาบน้ำและออกไปหาเพื่อนหญิงที่เดอะมอลล์ หลังเพื่อนหญิงเลิกเรียนเสร็จ

แต่ไม่มีไรมาก ผู้เขียนขี้เกียจเขียนรายละเอียดไร้สาระ เอาเป็นว่า แล้วมันก็กลับบ้าน

แล้วก็ไม่มีไรมากอีก เอาเป็นว่า อยู่ดีๆ มันก็มานั่งเล่นคอมตอนตี 1 และทำภาพเคลื่อนไหวเสร็จภาพนึง (อ้อ ภาพนี้มันบอกกับผู้เขียนว่า ถ่ายในห้องนอนของตัวมันเอง)

ตัวมันเห็นว่ามีเวลาเหลือเลยอัพลงเว็บ แล้วลิ้งค์มาให้ดูกันซะเลยจะได้ไม่เสียเวลา

p.s. และมันฝากบอกผู้เขียนอีกว่า ตอนนี้มันคิดถึงเพื่อนหญิงของมันมาก

กาลครั้งหนึ่ง

ในดินแดนที่ไกลแสนไกล

ในยุคที่โลกยังไม่มีไฟฟ้าใช้

มีกระท่าชายนายหนึ่ง นามว่า ม้าน

ม้าน ชายหนุ่มที่ติดการสลักบล็อคหินมาก

ในสมัยนั้น การสลักหินเป็นบล็อคๆ โดยสลักรูปภาพ หรือตัวอักษรถือเป็นเรื่องที่ฮิตมาก

ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชายนักศึกษา คนว่างงาน หรือแม้แต่เด็กเรียนวิศวะ ทุกคนต่างมีหินที่สลักเป็นบล็อคของตัวเองแทบทั้งนั้น

ทุกๆคนจะนำหินสลักนั้นมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน แล้วแสดงความคิดเห็นโดยสลักคอมเม้นได้ตามสบาย

ม้าน ก็เป็นหนึ่งในคนที่ชอบเอาบล็อคหินของตัวเองไปให้คนอื่นอ่าน

แรกๆนั้น บล็อคหินของ ม้าน ไม่ค่อยจะมีคนสนใจเท่าไหร่

แต่ม้านก็ไม่สนใจ ขวนขวายจะสลักบล็อคยามว่างเสมอๆ

ไม่ว่าจะเรื่องไร้สาระ หรือไร้สาระ ม้านก็จะพยายามสลักไว้เท่าที่ทำได้

จนผ่านไป 5 เดือน ม้านก็ทราบข่าวว่า จะมีการนัดพบกันในหมู่คนสลักบล็อคหิน

โดยใช้ชื่องานว่า "การชุมนุมหมายเลขสอง ก็คนมันว่าง"

ม้าน ไม่ได้คิดไร เพราะถึงไปก็คงไม่มีคนรู้จักบล็อคของเขา

แต่แล้ว ม้าน ก็ต้องไป เพราะเพื่อนของเขาชวน

เพื่อนของเขาคนนี้มีชื่อว่า ปัมหมี

ทั้งสองคนรีบไปลงสลักทะเบียนทันที

พอถึงวันชุมนุม ณ กระท่อมใบไม่ร่าเริง ในป่าลึก

ม้าน และ ปัมหมี ก็ไปถึงงานชุมนุม หมายเลยสอง ทันเวลา

ภายในงาน ม้าน ได้พบคนสลักบล็อคหินมากหน้าหลายตา

บางคน ม้าน ก็เคยอ่านบล็อคมาแล้ว

บางคน ม้าน ก็ไม่รู้จักด้วยซ้ำ

แต่ ม้าน ก็ปรับตัวเข้ากับทุกๆคนได้ดี ถึงแม่ค่อนข้างจะขี้อาย และพูดน้อย

บางคนที่ ม้าน เคยอ่านบล็อคหิน พอมาเจอตัวจริงก็ไม่เหมือนกับที่ ม้าน คิดไว้

เช่น

เอ๋นิ่ว ตอนที่อ่านบล็อคหินดูเป็นคนที่ชอบสลักเรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์สยิวต่างๆ และชอบสลักภาพชายไทยใจล้ำลงบล็อคหินของตัวเองอยู่บ่อยๆ

แต่ตัวจริงนั้น เอ๋นิ่ว เป็นคน เรียบร้อย น่ารัก คิกขุ อาโนเนะ

ทุกๆคนที่ได้เจอ เอ๋นิ่ว ตัวจริงต่างก็รัก เคารพ และเอ็นดู เอ๋นิ่ว กันทั้งนั้น

ต่อมา

ดีซึมเบ๊อะ จากที่สลักในบล็อคหินแล้วดูเหมือนเป็นคนน่ารัก มองโลกเป็นสีชมพู

แต่ตัวจริงนั้น เป็นคนน่ารักกว่านั้นมาก ทั้งหน้าตาดี เข้าข่ายว่าน่ารัก ตัวสูง หุ่นดี ขาวสุภาพ อ่อนโยน รักสัตว์ รักเด็ก รักต้นไม้แถมยังเป็นคนตลก มีอารมณ์ขันยิ้มอยู่เสมอทำให้คนรอบข้างหัวเราะได้ตลอดเวลา*

*หมายเหตุ ผู้เขียนต้องเขียนโกหกบ้างเพื่อนให้เรื่องราวหน้าอ่าน ขออภัยมา ณ ที่นี้

เป็นต้น

ในการชุมนุมนั้น มีกิจกรรมหนึ่งที่ ม้าน และเหล่าผู้สลักบล็อคหินชอบใจกันมาก

นั่นก็คือ

คานโอเค

(คานโอเค คือการนำ คานไม้ ที่มีขนาดโอเคพอใช้ได้ มาพาดไว้ด้านบน

แล้วนำป้ายหินขนาดใหญ่พอสมควร ที่สลักเนื้อเพลงไว้มาพาดกับไม้ท่อนนั้น

เพื่อให้ทุกๆคนได้ดูเนื้อ และร้องไปตามๆกันได้อย่างสะดวกขึ้น

ต่อมา มีคนเรียกเพี้ยน จาก คานโอเค เป็น

คารโอเค คารโอเกคาระโอเก

จนกลายมาเป็น คาราโอเกะ ในปัจจุบัน)

ม้าน และทุกๆคนในงาน ต่างก็ครื้นเครงไปตามๆกัน

หัวเราะ พูดคุย ไปด้วยกัน

จนถึงเวลาที่ การชุมนุม หมายเลขสอง คนมันว่าง ต้องปิดฉากลง

ฝากรอยยิ้มไว้บนใบหน้าทุกคน

พร้อมคำอำลา

แต่

แต่

แต่แล้ว

อย่างคอนเซบของ การชุมนุม หมายเลขสอง ที่ว่า คนมันว่าง

หลังจากแยกย้ายกันกลับได้ส่วนนึงแล้ว

อีกส่วนนึงที่เป็นคนว่างรวมเกือบ 20 ชีวิต(รวมทั้ง ม้าน ด้วยที่เป็นคนว่าง)ก็พากันไปกิน มค กันต่อ

(มค ย่อมาจาก ไม่คาว ซึ่งเป็นชื่อร้านที่แสดงให้ลูกค้าเห็นว่า ร้านนี้ไม่คาวจริงๆ

แต่นานไปทางร้านก็มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

จึงต้องเปลี่ยนชื่อร้านให้เป็นสากล

จาก มค จึงกลายเป็นmk ในที่สุด)

ซึ้งเป็นอาหารพื้นเมืองของแถวนั้น

คนว่างเกือบ 20 คน ก็กินกันอย่างสนุกสนาน และพูดคุยกันอย่างอร่อยปาก

จนพอใจ และอิ่มท้อง

ก็นั่นแหละ

อย่างคอนเซบการชุมนุม หมายเลขสองที่ว่า คนมันว่าง

ก็เลยไปกันต่อที่ เมะเจอ

(ที่นี่เคยเป็นลานกว้างๆ โล่งๆ ในป่า ที่นาย เมะ ไปเจอเข้า

จึงเรียกที่นี่ว่า เมะเจอ

ต่อมามีมาตั้งรกราก จึงพัฒนาที่นี้เป็นสถานที่เที่ยวของวัยรุ่นในยุคโบราณ

มีทั้ง คานโอเค และภาพย่นๆ ให้ดู

ภาพย่นๆ ก็คือ

การนำหนังวัว หรือควาย มาตากแห้งแล้วเย็บติดกันยาวๆ

โดนแกะเป็นเรื่องราว

นำหนังที่แกะเสร็จไปส่องแสงจากกองไฟ แล้วฉายไปบนผ้าขาวที่ขึงไว้เป็นจออีกที

เนื่องจากทำจากหนังสัตว์ มันจึงย่นๆ คนจึงเรียกว่า ภาพย่นๆ)

แต่คราวนี้เหลือเพียง 10 กว่าคนเท่านั้น

ก็ไป คานโอเค กัน

"สนุก สนุกมาก"

ม้าน นึกในใจได้แค่นั้น

แค่นั้นจริงๆ

ม้าน นึกย้อนกลับไปว่า ทำไมเขาถึงเริ่มสลักบล็อคหิน

เขาให้คำตอบตัวเองไม่ได้

แต่ตอนนี้

ในขณะที่เสียงร้องทุกคนยังจดจออยู่ที่ คานโอเค

ม้าน แหงนมองขึ้นไปบนฟ้า

ท้องฟ้าวันนี้สวยกว่าทุกวันจริงๆ

เรื่องราวในอดีต

ผ่านไป

ผ่านไป

และ

ผ่านไป

เหลือไว้เพียงแท่งหินที่สลัก รูปภาพ และเรื่องราวต่างๆ

หินที่สลักนั้นรูปร่างเป็นบล็อคๆ

จนในที่สุด

ในสมัยที่โลกเจริญขึ้น

ก็มีนักโบราณคดีไปขุดเจอบล็อคหินเหล่านั้น

แล้วตั้งชื่อให้มันว่า

ศิลาจารึก

นั่นไง